อัพเดตข่าวสารกีฬา วงการฟุตบอลไทยและต่างประเทศ ไม่ให้คุณพลาด วงการกีฬา รอบโลก รวบรวมไว้ที่นี้ที่ให้คุณได้รู้ก่อนใคร

ข่าวเด่นประจำสัปดาห์

9 ปี ติด! "ยูเว่" ทำได้อัด "ซามพ์โดเรีย" 10 คน 2-0 คว้าแชมป์ สคูเดตโต้ ได้สำเร็จ ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

9 ปี ติด! “ยูเว่” ทำได้อัด “ซามพ์โดเรีย” 10 คน 2-0 คว้าแชมป์ สคูเดตโต้ ได้สำเร็จ

“ม้าลาย” ยูเวนตุส ทำได้สำเร็จ ด้วยการคว้าชัยจาก “ซามพ์โดเรีย” 10 คน ด้วยสกอร์ 2-0 ส่งผลให้คว้าแชมป์ สคูเดตโต้ สมัยที่ 36 ของสโมสร และเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด ของ อิตาลี 9 ปี ติดต่อกัน ได้สำเร็จ ในศึก กัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี นัดที่ 36 ของฤดูกาล

การแข่งขันฟุตบอล กัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี นัดที่ 36 ของฤดูกาล โดยเป็นการพบกันของ จ่าฝูง ยูเวนตุส ต้องเปิดบ้าน “อลิอันซ์ สเตเดี้ยม” ต้อนรับการมาเยือนของ ซามพ์โดเรีย ทีมอันดับ 15 ของตาราง ในเกมวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ก่อนเกม “ม้าลาย” เจ้าบ้าน ที่พึ่งจะพลิกล็อกออกไปแพ้ อูดิเนเซ่ 1-2 ในเกมล่าสุด ซึ่งในนัดนี้ “เมาริซิโอ ซาร์รี่” นายใหญ่ ของ “ยูเว่” ต้องพาลูกทีมคว้าชัยชนะเท่านั้น เพื่อที่จะการันตีคว้าแชมป์ สคูเดตโต้ สมัยที่ 36 ของสโมสร ได้สำเร็จ

ส่วนทาง ทีมเยือน ”ลาซามพ์” หลังจากชนะมา 3 นัดรวด เกมล่าสุดดันพลาดท่า พ่ายต่อ เจนัว 1-2 ในศึกดาร์บี้แมตช์ โดยฤดูกาลนี้พวกเขาก็ไม่มีลุ้นอะไรแล้ว ทำให้นัดนี้ เทรนเนอร์ อย่าง “เคลาดิโอ รานิเอรี่” ถือว่าไม่ต้องกดดันอะไรมากนัก

ซึ่งเกมในครึ่งเวลาแรก เป็นทางด้านเจ้าบ้าน “ยูเว่” ที่มาได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 45+6 หลังพยายามหาโอกาสอยู่นาน จากจังหวะลูกฟรีคิก ของ “มิราเล็ม ปานิช” หลอกตวัดย้อนไปเสาไกล

ให้ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ได้วิ่งมาอัดด้วยขวาตุงตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม และเป็นประตูที่ 31 ของเจ้าตัวอีกด้วย พร้อมกับจบ 45 นาทีแรก เป็น ยูเวนตุส ออกนำ ซามพ์โดเรีย ไปก่อน 1-0

กลับมาแข่งขันต่อในครึ่งเวลาหลัง เจ้าถิ่น ยูเวนตุส ก็มาบวกประตูที่ 2 ของทีมได้สำเร็จ ในนาทีที่ 69 จากจังหวะสวนกลับเร็วของ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ลากตัดเข้าในหาช่องปั่นด้วยขวา

แต่บอลดันติดเซฟ “เอมิล ออเดโร่” นายทวารของทีมเยือน “ลาซามพ์” ทุบออกมาได้ก่อนจังหวะแรก ทว่าบอลดันไปเข้าทาง “แบร์นาร์เดสคี่” ที่วิ่งสอดมาซ้ำเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย

เท่านั้นยังไม่พอ ทีมเยือน ซามพ์โดเรีย ก็ต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน ในนาทีที่ 77 จากจังหวะความผิดพลาด ของ “มอร์เตน ทอชบี” ที่ทำบอลลั่น ก่อนจะไปเปิดปุ่มอันตรายใส่ “มิราเล็ม ปานิช” จนทำให้ผู้ตัดสินไม่มีทางเลือก ให้ใบเหลืองที่สองเป็นใบแดง และไล่ออกสนามไป

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีทีมไหนทำประตูเพิ่มเติมได้ ทำให้จบ 90 นาที เป็น ยูเวนตุส เจ้าถิ่น เปิดบ้านเอาชนะ ซามพ์โดเรีย 10 คน ไปด้วยสกอร์ 2-0

พร้อมส่งให้ทัพ “ม้าลาย” สามารถคว้าแชมป์ กัลโช่ ซีเรีย อา อิตาลี สมัยที่ 36 ของสโมสร ไปครองได้สำเร็จ พร้อมทั้งยังคว้าแชมป์ สคูเดตโต้ เป็นระยะเวลา 9 ปี ติดต่อกันอีกด้วย

เครดิตรูปภาพ JuventusFC, U.C. Sampdoria

ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

สมัยที่ 13 ! "เปแอสเช" เฉือน "แซงต์เอเตียน" 10 คน 1-0 คว้าแชมป์ เฟร้นช์ คัพ ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

สมัยที่ 13 ! “เปแอสเช” เฉือน “แซงต์เอเตียน” 10 คน 1-0 คว้าแชมป์ เฟร้นช์ คัพ

“ปารีส แซงต์-แชร์กแมง” ผงาดคว้าแชมป์ เฟร้นช์ คัพ สมัยที่ 13 ได้สำเร็จ ด้วยการเบียดเอาชนะ “แซงต์เอเตียน” ที่เหลือ 10 คน ด้วยสกอร์ 1-0 แต่ต้องเซ่น “คีลิยัน เอ็มปั๊ปเป้” ที่ได้รับอาการบาดเจ็บหนักจนเล่นต่อไม่ไหว ในศึก เฟร้นช์ คัพ รอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันฟุตบอล เฟร้นช์ คัพ รอบชิงชนะเลิศ โดยเป็นการพบกัน ระหว่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์สูงสุดของรายการนี้ที่ 12 สมัย ต้องพบกับ ทีมที่คว้าแชมป์รายการนี้ ไปแล้ว 6 ครั้ง อย่าง แซงต์เอเตียน เกมเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ก่อนเกม กุนซือของ “เปแอสเช” อย่าง “โธมัส ทูเคิ่ล” ได้จัดชุดใหญ่ ซึ่งวาง “เมาโร อีการ์ดี้” และ “คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้” เป็นหน้าคู่ คอยล่าตาข่าย พร้อมมี “เนย์มาร์” ตัวสนับสนุนชั้นยอด ส่วนทางฝั่ง “โคล้ด ปูแอล” เทรนเนอร์ของ แซงต์ เอเตียน ได้ส่ง “โรแม็ง อามูม่า” และ “เดอนีส์ บวงก้า” เป็นทีเด็ดตัวความหวัง ในแดนหน้าทำประตู

โดยเกมในครึ่งเวลาแรก เป็นเจ้าบ้าน “เปแอสเช” ออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ “คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้” รับบอลชิ่งจาก “อังเคล ดิ มาเรีย” ก่อนหลุดเข้าไปใส่ด้วยขวา แต่ติดเซฟของ “เชสซี่ มูแล็ง” นาบด่านของ แซงต์เอเตียน

ทว่าบอลกลับไม่พ้นอันตราย และไปเข้าทาง “เนย์มาร์” ที่วิ่งเข้ามาซ้ำด้วยซ้ายเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างเด็ดขาด ในนาทีที่ 14

จนมาในนาทีที่ 27 เจ้าถิ่น ก็ต้องมาเสียผู้เล่นตัวหลัก อย่าง “คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้” หลังเจ้าตัวได้บอลหลุดเข้าไปทำเกมบุก แต่โดน “โลอิก แปร์แร็ง” กัปตันทีม แซงต์เอเตียน พุ่งมาตัดเกม ด้วยการเสียบอย่างน่าเกลียด

จนทำให้ “เอ็มปั๊ปเป้” ลงไปนอนกับพื้น ซึ่งเป็นชนวนให้เพื่อนร่วมทีม “เปแอสเช” ไม่พอวิ่งปรี่ไปหาจนเกือบมีเรื่องชุลมุ่นวุ่นวาย

ซึ่งหลังเหตุการณ์สงบลง ผู้ตัดสินเดินทางแจกใบเหลืองทั้ง “เลอันโดร ปาเรเดส” และ “มิทเชล บัคเคอร์” สองผู้เล่นเจ้าบ้าน พร้อมกับ “โรแม็ง อามูม่า” ดาวยิงของ แซงต์เอเตียน รวมถึงต้นเหตุอย่าง “โลอิก แปร์แร็ง” อีกด้วย

ส่วนดาวเตะตัวเก่ง อย่าง “เอ็มปั๊ปเป้” ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไป หลังไม่สามารถเล่นต่อไหว จึฃทำให้ต้องส่ง “ปาโบล ซาราเบีย” ลงเล่นแทนในนาที 34

แต่ก่อนหน้านั้น ในนาทีที่ 31 หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR ถึงความเป็นไปได้ที่ “โลอิก แปร์แร็ง” อาจจะต้องได้รับใบแดง

จึงทำให้ “อาโมรี่ เดอเลอรู” ผู้ตัดสิน วิ่งไปดูมอนิเตอร์ข้างสนาม ก่อนจะวิ่งมากลับคำตัดสิน พร้อมควักใบแดงให้ “แปร์แร็ง” ไล่ออกจากสนามไป ทำให้ แซงต์เอเตียน เหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน

พร้อมกับจบ 45 นาทีแรก เป็นเจ้าบ้าน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ออกนำ แซงต์เอเตียน ที่เหลือ 10 คน ไปก่อน 1-0

กลับมาแข่งขันต่อในอีก 45 นาทีหลัง แม้เจ้าถิ่น “เปแอสเช” จะมีโอกาสทำประตูทิ้งห่างเป็น 2-0 ได้ในหลายจังหวะ แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ

ทำให้จบ 90 นาที เป็น ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่เฉือนเอาชนะ แซงต์เอเตียน ไปได้ด้วยสกอร์ 1-0 ส่งผลให้ “เปแอสเช” สามารถคว้าแชมป์ เฟร้นซ์ คัพ สมัยที่ 13 ของสโมสร ได้สำเร็จ

เครดิตรูปภาพ Paris Saint-Germain, AS Saint-Etienne

ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

ทำไม่ได้! "บาร์ซ่า" แพ้ "โอซาซูน่า" 10 คน คาบ้าน 1-2 ส่ง "ราชันชุดขาว" แชมป์ลีก ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

ทำไม่ได้! “บาร์ซ่า” แพ้ “โอซาซูน่า” 10 คน คาบ้าน 1-2 ส่ง “ราชันชุดขาว” แชมป์ลีก

“เจ้าบุญทุ่ม” ทำไม่ได้ เปิดรังพ่าย “โอซาซูน่า” ที่เหลือผู้เล่น 10 คน ร่วม 20 นาที 1-2 ส่งผลให้ไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ และส่งต่อแชมป์ลีก ให้กับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ไปครองเป็นที่เรียบร้อย ในศึกฟุตบอล ลาลีกา สเปน นัดที่ 37 ของฤดูกาล

การแข่งขันฟุตบอลลีก ลาลีกา สเปน นัดที่ 37 ของฤดูกาล โดยเป็นการพบกันระหว่าง เจ้าถิ่น บาร์เซโลน่า รองจ่าฝูง ต้องเปิดสนาม “คัมป์ นู” ต้อนรับการมาเยือนของ โอซาซูน่า ทีมอันดับ 10 ของตาราง ในการแข่งขัน เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ก่อนเกม “กีเก้ เซเตียน” นายใหญ่ของ “เจ้าบุญทุ่ม” ไม่มีทางเลือกในเกมนี้ นอกจากต้อง 3 แต้ม และต้องไปภาวนาให้ เรอัล มาดริด พลาดท่าแพ้เท่านั้น ถึงจะมีลุ้นแชมป์ในนัดสุดท้าย โดยนัดนี้ จะไม่มี “อองตวน กริซมันน์” ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บ

กลับกันทางด้าน กุนซือของ โอซาซูน่า อย่าง “ยาโกบา อาร์ราซาเต้” ที่ทำผลงานไว้ร้อนแรง ทำให้ปัจจุบันทีมยังคงรั้งอันดับ 10 ของตาราง โดย 6 เกมหลังสุด สามารถชนะไปได้ถึง 4 นัด เสมอ 1 และแพ้อีก 1 การันตีการรอดตกชั้นอย่างแน่นอนแล้ว

ซึ่งเกมในครึ่งเวลาแรก เป็นทีมเยือน โอซาซูน่า ที่ขยับขึ้นนำเร็ว ไปก่อน 1-0 จากจังหวะครอสบอลของ “เปร์วีส เอสตูปินญาน” ที่วิ่งสอดขึ้นมาเปิดบอล เข้ามาในกรอบเขตโทษ ให้กับ “โฆเซ่ อานาอิตซ์” ได้วิ่งมาซัดวอลเลย์ตามน้ำด้วยขวา เบียดเสาแรกเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสุดสวย ในนาทีที่ 16

จากนั้น “บาร์ซ่า” เจ้าถิ่น ก็เริ่มโหมบุกมากขึ้นและมีโอกาสได้ประตูในหลายๆ จังหวะ แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ทำให้จบ 45 นาทีแรก เป็นทีมเยือน โอซาซูน่า บุกมานำ บาร์เซโลน่า ไปก่อน 1-0

เริ่มเกมในครึ่งเวลาหลัง ได้เพียง 1 นาที “เจ้าบุญทุ่ม” ก็เกือบจะมาได้ประตูตีเสมอ จากจังหวะที่ “ริกี้ ปูอิก” ยกบอลให้ “ลิโอเนล เมสซี่” ได้แปะคืนให้ “มาร์ติน เบรธเวต” ได้ตามเข้ามาซัดเข้าไป แต่ทว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าของ “เมสซี่” ไปก่อน จึงทำให้พลาดได้ประตูตีเสมอ เป็น 1-1

อย่างไรก็ตาม บาร์เซโลน่า ก็มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จนได้ ในนาทีที่ 62 จากลูกฟรีคิกตรงบริเวณกลางนอกกรอบเขตโทษ อันสุดสวยของ “ลิโอเนล เมสซี่” ที่ในเกมนี้ได้วัดระยะอยู่หลายหน

จนทำให้ในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ ด้วยการปั่นด้วยเท้าซ้ายข้างถนัด ทำให้บอลค่อยๆ อ้อมกำแพงเบียดเสาแรกเข้าไปแบบงามหยด

และเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจ เมื่อทีมเยือน โอซาซูน่า ต้องมาเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน

เนื่องจาก “เอ็นริช กาเยโก้” นั้นไปชักศอกใส่หน้าของ กองหลังเจ้าถิ่น อย่าง “เกลม็อง ล็องเล่ต์” ร่วงลงไปกองกับพื้น ทำให้ผู้ตัดสิน วิ่งไปเช็คที่จอ VAR ก่อนชูใบแดงไล่ออกจากสนาม ในนาทีที่ 77

แต่ทว่า ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+4 โอซาซูน่า ทีมเยือน ดันมาได้ประตูชัย จากจังหวะสวนกลับเร็ว ของ “เอ็นริเก้ บาร์จา” ก่อนจะครอสลึกมาเสาไกลให้กับ “โรเบร์โต้ ตอร์เรส” ที่สอดขึ้นมาเข้าชาร์จผ่านมือ “แทร์ สตีเก้น” เข้าไปไม่มีเหลือ

ทำให้จบเกม เจ้าบ้าน บาร์เซโลน่า เปิดบ้านพ่ายแพ้ต่อ โอซาซูน่า ที่เหลือผู้เล่น 10 คน ด้วยสกอร์ 1-2

ส่งผลให้ “เจ้าบุญทุ่ม” ไม่สามารถเก็บ 3 คะแนน ได้ในเกมนี้ มีอยู่ 79 แต้ม ตามหลังจ่าฝูง “ราชันชุดขาว” ถึง 7 คะแนน พร้อมทั้งเหลืออีกเพียงนกเดียวเท่านั้น

จึงทำให้ บาร์เซโลน่า พลาดโอกาสที่จะป้องกันแชมป์ลีก และถวายแชมป์ ลาลีกา สเปน ฤดูกาลนี้ไปให้กับ เรอัล มาดริด ครองได้เป็นที่เรียบร้อย

เครดิตรูปภาพ FC Barcelona, C.A.Osasuna, LaLiga English

ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

ดีต่อเนื่อง! "แมนยู" บุกถล่ม "วิลล่า" 3-0 ทำให้จี้ "เลสเตอร์" เหลือเพียงแต้มเดียว ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

ดีต่อเนื่อง! “แมนยู” บุกถล่ม “วิลล่า” 3-0 ทำให้จี้ “เลสเตอร์” เหลือเพียงแต้มเดียว

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” บุกไปอัด “แอสตัน วิลล่า” แบบขาดลอย 3-0 ทำให้ “ปีศาจแดง” เก็บเพิ่มเป็น 58 คะแนน พร้อมทำแต้มไล่จี้ อันดับ 4 อย่าง “เลสเตอร์ ซิตี้” เหลือเพียง 1 แต้มเท่านั้น โดยนัดนี้ “ป๊อกบา” และ “บรูโน่” ช่วยกันยิง ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 34 ของฤดูกาล

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีการแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 34 ของฤดูกาล เป็นคู่สุดท้ายของสัปดาห์ โดยเป็นการพบกันระหว่าง ทีมอันดับ 19 ของตาราง อย่าง แอสตัน วิลล่า เจ้าถิ่น ต้องเปิดสนาม “วิลล่า พาร์ค” ต้อนรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ของตาราง

ก่อนเกม “วิลล่า” ที่ยังไม่ชนะใครในลีก มาแล้ว 9 นัดติด ทำให้นัดนี้ กุนซือ อย่าง “ดีน สมิธ” จำเป็นที่จะต้องชนะเท่านั้น เพื่อที่จะยังให้พอมีลุ้นรอดตกชั้น ในฤดูกาลนี้

กลับกันทางด้าน ลูกทีมของ “โอเล่ กุนนาร์ โซลชา” ที่กำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการที่ยังไม่แพ้ใครในลีกมาแล้ว 9 เกมติดต่อกัน และหากเกมนี้ เก็บ 3 คะแนน ได้สำเร็จ จะทำให้ “แมนยู” ทำแต้มไล่จี้ อันดับ 4 อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เหลือเพียง 1 คะแนน เท่านั้น

โดยเกมครึ่งเวลาแรก ทีมเยือน “แมนยู” ก็มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ได้สำเร็จ ในนาทีที่ 27 จากจังหวะที่ “เมสัน กรีนวู้ด” จ่ายบอลสั้นให้เข้าเขตโทษให้ “อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล” ได้เลี้ยงบอลออกมานอกเขตโทษ

แล้วแตะต่อให้ “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ที่กำลังพยายามม้วนตัวจะรับบอล แต่ถูก “เอซรี่ คอนซ่า” แหย่ขาเตะล้มในลงไปในกรอบเขตโทษ แม้กรรมการชี้ให้ฟรีคิกในจังหวะแรก ก่อนจะขอดู VAR พร้อมกับเปลี่ยนเป็นให้จุดโทษ และเป็น “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ที่ลุกขึ้นมารับหน้าที่สังหารเข้าไป 

จากนั้น มาในช่วงก่อนจบครึ่งเวลาแรก เจ้าถิ่น “วิลล่า” ก็มาโดนทิ้งห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ ” อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล” ตัดบอลได้จากแดนของตัวเอง ก่อนบอลจะไปทางด้านขวาที่ “เมสัน กรีนวูด” ลากบอลถึงกลางสนาม 25 หลา

ก่อนจะไหลเข้ากลางให้ “อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล” แตะหนึ่งจังหวะ แล้วส่งคืนไปที่ “เมสัน กรีนวู้ด” ได้ลากบอลมาถึงวงกลมของเขตโทษ พร้อมกับซัดด้วยเท้าขวาเต็มข้อ ทำให้บอลพุ่งผ่านมือ “เปเป้ เรน่า” นายทวาร “สิงห์ผงาด” เข้าไปอย่างสวยงาม ในนาทีที่ 45+4 และจบครึ่งเวลาแรก ไปด้วยสกอร์นี้

กลับมาแข่งขันต่อในอีก 45 นาทีหลัง ทีมเยือน “แมนยู” เกือบจะมาได้ประตูขึ้นนำเป็น 3-0 ในนาทีที่ 56 จากจังหวะที่ “ปอล ป็อกบา” ไหลออกทางซ้ายไปที่ “มาร์คัส แรชฟอร์ด” ได้ครองบอลแล้วตัดเข้ามายิงจากเส้นกรอบเขตโทษ

ทำให้บอลพุ่งกระดอนพื้นชนและไปโดนตัว “ปอล ป็อกบา” ที่วิ่งเติมเข้าไปในเขตโทษซุกก้นตาข่าย แต่ว่ากลายเป็นลูกล้ำหน้า จากจังหวะที่บอลไปถูกตัวของ “ปอล ป็อกบา”

แต่หลังจากนั้นเพียง 2 นาที “ปีศาจแดง” ก็มาได้ประตูทิ้งห่างเป็น 3-0 ได้สำเร็จ จากการเล่นลูกคอนเนอร์ ของ “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ที่เปิดย้อนกลับมาตรงหน้าวงกลมนอกกรอบเขตโทษ ตรงกลาง ก่อนจะเป็น “ปอล ป็อกบา” ที่วิ่งปรี่มาคนเดียว ได้จับบอลแต่งหนึ่งจังหวะ แล้วปั่นโค้งเสียบตาข่ายด้านขวา แบบที่ “เปเป้ เรน่า” นายทวาร “สิงห์ผงาด” ได้แต่ยืนดูอย่างเดียว

ช่วงเวลาที่เหลือ แม้ “แมนยู” จะมีโอกาสทำประตูเพิ่มได้หลายจังหวะ แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ ทำให้จบ 90 นาที เป็น แอสตัน วิลล่า โดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกมาถล่มถึงถิ่น ที่สกอร์ 0-3

ส่งผลให้ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงรั้งอันดับ 5 ของตารางต่อไป และสามารถเก็บเพิ่มได้อีกเป็น 58 แต้ม ทำให้ไล่จี้ ทีมอันดับ 4 อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เหลือเพียงแค้มเดียวเท่านั้น

ส่วนเจ้าบ้าน “สิงห์ผงาด” ถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างแย่ หลังจากผ่านมา 34 นัด เก็บแต้มได้เพียง 27 คะแนน ทำให้อีก 4 นัดที่เหลือ ทีมจำเป็นที่จะต้องชนะเท่านั้น เพื่อที่จะได้โลดแล่นต่อ ใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลหน้า

เครดิตรูปภาพ Manchester United, Premier League, Aston Villa

ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

"กาเซมิโร่" ซัดโทน! "มาดริด" เฉือนชนะ "เอสปันญ่อล" 1-0 แซง "บาร์ซ่า" ขึ้นจ่าฝูง ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org

“กาเซมิโร่” ซัดโทน! “มาดริด” เฉือนชนะ “เอสปันญ่อล” 1-0 แซง “บาร์ซ่า” ขึ้นจ่าฝูง

“กาเซมิโร่” ซัดชัย พาทีม “เรอัล มาดริด” ลุกมาเฉือนเอาชนะ “เอสปันญ่อล” ไปได้แบบฉิวเฉียดที่สกอร์ 1-0 ทำให้ “ราชันชุดขาว” แซงหน้า “บาร์เซโลน่า” ขึ้นไปรั้งจ่าฝูงแทน พร้อมทิ้งห่าง 2 แต้ม ส่วนเจ้าถิ่นยังตกอยู่ในโซนตกชั้นเช่นเดิม ในศึกฟุตบอล ลาลีกา สเปน นัดที่ 32 ของฤดูกาล

การแข่งขันฟุตบอล ลาลีกา สเปน นัดที่ 32 ของฤดูกาล เป็นการพบกันระหว่าง เอสปันญ่อล ทีมอันดับ 20 ของตาราง ต้องเปิดสนาม “อาร์ซีดีอี สเตเดี้ยม” ต้อนรับการมาเยือนของ รองจ่าฝูง เรอัล มาดริด เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ก่อนเกม เอสปันญ่อล ที่กำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก หลังสถานการณ์ตอนนี้ ทีมมีโอกาสสูงที่จะตกชั้น โดยเกมล่าสุด ก็พึ่งบุกไปแพ้ เรอัล เบติส มา 0-1 ทำให้จำเป็นที่ทีม จะต้องมีแต้มในเกมนี้ เพื่อให้มีลุ้นหนีตกชั้น

ส่วนทีมเยือน “ราชันชุดขาว” ก็ต้องการ 3 แต้ม ในนัดนี้อย่างมาก เพื่อทำคะแนนแซงหน้า บาร์เซโลน่า กลับขึ้นไปรั้งจ่าฝูงอีกครั้ง พร้อมทิ้งห่าง 2 คะแนน ซึ่งเกมล่าสุด พึ่งจะเปิดบ้านเอาชนะ มายอร์ก้า 2-0

โดยเกมในครึ่งเวลาแรก เป็นทีมเยือน “มาดริด” ที่สามารถออกนำไปได้ก่อน ในช่วงท้ายครึ่งแรก จากจังหวะที่ “เซร์คิโอ รามอส” โหม่งชงมาให้ “คาริม เบนเซม่า” ได้หลุดไปทางเสาแรก ก่อนเจ้าตัวจะตอกส้นส่งต่อมาให้ “กาเซมีโร่” ที่วิ่งสอดขึ้นมายิงด้วยซ้ายเข้าไปอย่างง่ายดาย

พร้อมกับจบครึ่งเวลาแรก เป็น เอสปันญ่อล ตามหลัง เรอัล มาดริด อยู่ที่สกอร์ 0-1

ก่อนจะกลับมาแข่งขันต่อ ในครึ่งเวลาหลัง แม้ทั้ง 2 ทีม จะมีโอกาสทำประตูในหลายๆ ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้สำเร็จ ทำให้จบ 90 นาที เป็นทีมเยือน เรอัล มาดริด บุกมาเอาชนะ เอสปันญ่อล ได้แบบหวุดหวิดที่ 1-0

ส่งผลให้ “ราชันชุดขาว” เก็บ 3 คะแนน ในเกมนี้ได้สำเร็จ ทำให้ทีมขยับขึ้นไปรั้งจ่าฝูงอีกครั้ง พร้อมทั้งมีแต้มเป็น 71 แต้ม หนีอันดับ 2 อย่าง “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า อยู่ 2 แต้ม

ส่วนเจ้าบ้าน เอสปันญ่อล ยังคงต้องสู้ต่อไป เพื่อทำแต้มหนีตกชั้น ในนัดที่เหลือ หลังจากปัจจุบันยังคงจมบ๊วยก้นตารางเช่นเดิม ด้วยคะแนน 24 แต้ม หลังผ่านมาแล้ว 32 นัด

เครดิตรูปภาพ Real Madrid C.F.

ข่าวสาร กระแส กีฬาไทย และ กีฬาต่างประเทศ รวบรวมไว้ให้ที่นี่ครบจบในที่เดียว ไฮไลท์ฟุตบอลเมื่อคืน , โปรแกรมฟุตบอล , ฟุตบอลวันนี้ ,ฟุตบอลคืนนี้ ที่ vabpro.org